ระบบเศรษฐกิจไทยเมื่อมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 1-8 (2504-2544)
          
ประเทศไทยได้เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 การดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 นั้น ได้รับคำแนะนำจากธนาคารโลก จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงไดให้มีการจัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ  (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปัจจุบัน)  เพื่อทำหน้าที่ศึกษาภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยและร่างแผนพัฒนาฯ  ประเทศไทยจึงได้เริ่มวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2504
                 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2544
  ประเทศไทยได้จัดทำแผนพัฒนาฯ  ติดต่อกันมาแล้ว  8  แผนพัฒนาฯ  และปัจจุบันอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่  9  ( 2545-2549 )  ซึ่งแผนพัฒนาฯ  แต่ละแผนต่างก็มีวัตถุประสงค์  เป้าหมาย  แนวนโยบาย และมาตรการที่ถูกปรับเปลี่ยนไปเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม 
แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย  มีดังต่อไปนี้
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509)
  6 ปี
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
  2 (พ.ศ. 2510-2514)  5 ปี
 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่  3 (พ.ศ. 2515-2519)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
  4 (พ.ศ. 2520-2524)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
  5 (พ.ศ. 2525-2529)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
  6 (พ.ศ. 2530-2534)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
  7 (พ.ศ. 2535-2539)
  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่  8 (พ.ศ. 2540-2544)
  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่  9 (พ.ศ. 2545-2549)
วิวัฒนาการปกครองของไทยสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช
          
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะเห็นว่าชนชาติไทยเป็นกลุ่มชนชาติใหญ่ชาติหนึ่ง ซึ่งมีระเบียบการปกครอง  วัฒนธรรมและคุณธรรมสูง  จนสามารถรักษาความมั่นคงปลอดภัยขงชาติไว้ให้จนถึงปัจจุบัน  คุณธรรมประจำชาติที่สำคัญได้แก่  ความรักอิสระของชาติ  ความปราศจากวิหังสา  และความเฉลียวฉลาดในการประสานประโยชน์  ( Assimilation ) การปกครองของไทยแต่เดิม  ( พ.ศ.  1800 – พ.ศ. 2478 )  ได้มีการปกครองบ้านเมืองภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช  หรือ ราชธิปไตย  ซึ่งอาจแบ่งสมัยการปกครองออกได้เป็น  4  สมัย คือ
               
1. สมัยสุโขทัย ( พ.ศ. 1800 – พ.ศ. 1962 )      2. สมัยศรีอยุธยา ( พ.ศ. 1892 – พ.ศ. 2310 )
               3. สมัยธนบุรี ( พ.ศ. 2310 – 2325 )
               4. สมัยรัตนโกสินทร์ ( พ.ศ. 2325 – 2475 )
              
การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในไทย  การปกครองระบอบนี้ อำนาจในการปกครองประเทศทั้งหมดเป็นขององค์พระมหากษัตริย์  และองค์พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือกฎหมายทั้งปวง  ผู้ใดจะละเมิด ฝ่าฝืนหรือขัดแย้งมิได้ 
การปกครองสมัยสุโขทัย
        
การปกครองสมัยนี้เป็นแบบบิดากับบุตร  ( Parternalism )  กล่าวคือ  พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะเสมือนบิดา  ผู้ปกครองตำแหน่งต่าง ๆ และประชาชนอยู่ในสภาพคนในครอบครัว  ความรับผิดชอบในการปกครองและการบริหารประเทศจัดแบ่งลดหลั่นกันไปตามลำดับ  การแบ่งเขตการปกครอง  ออกเป็น 2 ส่วน  คือส่วนราชธานีและหัวเมืองชั้นในรอบราชธานี  และเมืองพระยามหานคร
             การปกครองในลักษณะดังกล่าวในระยะเริ่มแรก
  นับว่าได้นำความผาสุกสงบมาสู่ประชาชน  สภาพแวดล้อมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และศาสนาได้เอื้ออำนวยต่อการปกครองเป็นอันมาก  ประชาชนมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ  และได้รับความยุติธรรมทางสังคม 
การปกครองสมัยศรีอยุธยา
       
กรุงศรีอยุธยาได้จัดการปกครองแบบเทวาสมมติ  หรือเทวสิทธิ์  ( Devive  Rights )  ทั้งนี้เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดีย  โดยผ่านมาทางเขมร  (ขอม) ลักษณะสำคัญของการปกครองระบอบ  เทวาสมมติ  (เทวสิทธิ์)  มี  3  ประการ  คือ
1. รัฐเกิดขึ้นโดยพระเจ้าบงการ
2
. พระเจ้าทรงเป็นผู้แต่งตั้งผู้ปกครองรัฐ
3. ผู้ปกครองรัฐมีความรับผิดชอบต่อพระเจ้าเพียงผู้เดียว
            
ส่วนการจัดระเบียบในการบริหารราชการนั้นในเมืองราชธานีเป็นแบบจตุสดมภ์ หัวเมืองชั้นนอกและเมืองประเทศราช  แยกสายการบังคับบัญชาออกเป็น  2  สาย  คือ  ฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรือน  ระเบียบชั้นยศของข้างราชการเป็นทำเนียบบรรดาศักดิ์ลดหลั่นกันลงมาตามลำดับของอำนาจในการปกครอง  อำนาจของข้าราชการและสิทธิของประชาชนได้วางระเบียบปฏิบัติในลักษณะที่เรียกว่า  “ระบบศักดินา”  การวางระเบียบการปกครองในสมัยศรีอยุธยาทำให้เกิดศูนย์แห่งอำนาจและเอกภาพในการปกครองอย่างมั่นคง  จนสามารถครองความเป็นราชอาณาจักรเป็นเวลา  417  ปี  ( มีกษัตริย์ปกครอง  33  พระองค์ )  และยังได้มีการยึดถือปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงสมัยธนบุรี  ตลอดจนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
การปกครองสมัยธนบุรี
        
สภาพทั่วไปในด้านสังคม  เศรษฐกิจ  การเมืองการปกครองอยู่ในลักษณะไม่เรียบร้อย  เพราะไทยพึ่งกอบกู้อิสรภาพ  ระเบียบการปกครองส่วนใหญ่ปฏิบัติคล้ายคลึงกับสมัยศรีอยุธยา  ส่วนด้านนโยบายนั้นมุ่งในด้านป้องกันศัตรูภายนอก   และรักษาความสงบภายในไม่ให้เกิดการแตกแยกระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน    อันเป็นการริเริ่ม  ในด้านสิทธิของประชาชนตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์  คือ  การให้เสรีภาพการประกอบอาชีพในด้านการค้า

การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์
         
ไทยยังคงมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแบบเทวาสมมติ  เช่นเดียวกับสมัยศรีอยุธยา  1  ( รัชกาลที่  1 – รัชกาลที่  4 ) รัชกาลที่  4
( พระจอมเกล้า ฯ ) ได้มีการปรับปรุงระเบียบการบริหารและวิธีปฏิบัติหลายด้าน  ที่สำคัญได้แก่ด้านการคลัง  ภาษีอากรและการต่างประเทศ  แต่การปรับปรุงดังกล่าวได้บังเกิดความสัมฤทธิ์ผลในสมัยรัชการที่  5  ( พระจุลจอมเกล้า ฯ)

การปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่  5( พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว )
การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองในด้านระเบียบการบริหารและวิธีปฏิบัติการต่าง ๆ ครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์  ซึ่งเรียกกันว่า  “การปฏิรูปการปกครอง”   สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่  4  อันมีมูลเหตุเนื่องมาจากอิทธิพลการปกครองของชาติตะวันตก   และประสบการณ์ของพระองค์ในต่างประเทศ  ทำให้เกิดแนวคิดที่จะนำเอาสิ่งที่ดีมาปรับปรุงการปกครองประเทศตามแนวที่ชาติตะวันตกยอมรับ  การวางแนวคิดให้เกิดรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
                 
ระองค์จึงตัดสินพระทัยปฏิรูปการปกครองเพื่อการนี้และเพื่อการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่  ทั้งภายในและภายนอก  หลายด้าน  อาทิ  เช่น ปัญหาเกี่ยวกับเอกภาพของประเทศ  ความล้าหลังทางสังคมและเศรษฐกิจ  ฯลฯ   สาระสำคัญของการปรับปรุงได้แก่การยกเลิกการบริหารราชการแบบจตุสดมภ์เสีย   แล้วจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่  โดยแยกออกเป็นส่วนกลางและส่วนภูมิภาค   นอกจากนี้ยังได้มีการริเริ่มส่วนท้องถิ่นในรูปของการสุขาภิบาล   เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนรับผิดชอบหรือมีส่วนร่วมในการปกครองแผ่นดิน  ส่วนอำนาจในการบริหาร  เป็นไปในลักษณะกระจายอำนาจ
                 พ
ระองค์ทรงปรับปรุงการศึกษา และสิทธิของประชาชนให้เป็นเครื่องส่งเสริมการปฏิรูปการปกครอง  ด้านสิทธิของประชาชนนั้นเป็นการปรับปรุงอันเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทย  ได้ทำการเลิกทาส  การเลิกทาสดังกล่าวเป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นนักประชาธิปไตยของพระองค์  และเรื่องสิทธิของประชาชนเป็นหลักการสำคัญยิ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

การปรับปรุงการปกครองสมัยรัชกาลที่  6 ( พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)
          
พระองค์ทรงปรารถนาให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย  และทรงตระหนักว่าการดังกล่าวจะบรรลุเป้าหมายจะต้องปรับปรุงด้านการศึกษา  การอาชีพ  ( เศรษฐกิจ ) พระองค์ยังทรงให้โอกาสตลอดสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในด้านการแสดงความคิดเห็นทางหนังสือพิมพ์ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นโยบายสำคัญในสมัยรัชกาลที่  6  คือ  ความเป็นเอกราชของประเทศการยกฐานะของประเทศให้ทัดเทียมกับมิตรประเทศ  และการวางรากฐานประชาธิปไตยตลอดจนการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ชาติด้านทางเศรษฐกิจ  การเมือง การปกครอง  ในลักษณะอันเป็นชาตินิยมผสมกับระบอบประชาธิปไตย

การปรับปรุงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 7
( พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว)
         การปกครองระบอบประชาธิปไตยกำลังแพร่ไปสู่วงการของประชาชน  ประกอบกับพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ  เพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย  เมื่อวันที่  24  มิถุนายน  พ.ศ. ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

การปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญในไทย( สมัยประชาธิปไตย )
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง  พ.ศ.  2475
          
สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ที่สำคัญคือ  ไทยได้รับการกระทบกระเทือนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของโลกประการหนึ่ง  และอีกประการหนึ่งเกิดจากความไม่พอใจของข้าราชการ และประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ
 
คณะราษฎร์ครั้งนี้จึงประกาศนโยบายเพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศ  6  ประการ 
1.  จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย  เช่น  เอกราชในทางการเมือง  ทางศาล     ทางเศรษฐกิจ  ฯลฯ  ของ  ประชาชนไว้ให้มั่นคง
2
.  จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ  ให้ประทุษร้ายต่อกันน้อยลง
3
.  จะต้องบำรุงความสุขสบาย  สมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ  โดยรัฐบาลใหม่จะจัดให้ ราษฎรมีงานทำทุกคน  จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ  ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก
4
.  จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอกัน
5
.  จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ  มีความเป็นอิสระ  เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4  ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
6
.  จะต้องให้การศึกษาเต็มที่แก่ราษฎร
ลักษณะการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยคณะราษฎร์
         
คณะราษฎร์ได้แต่งตั้งคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร  ซึ่งประกอบด้วยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา    พันเอกพระยาทรงสุรเดช  และพันเอกพระยาฤทธิอาคเณย์  เป็นผู้บริหารประเทศ
               ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนด
  อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ  หรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย  ไม่ใช่เป็นพระมหากษัตริย์แต่พระองค์เดียว  การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคล คณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้  คือ
1
.พระมหากษัตริย์
2.สภาผู้แทนราษฎร
3.คณะกรรมการราษฎร
4.ศาล
                พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร  อำนาจบริหารทรงใช้ร่วมกับคณะกรรมการราษฎร  และทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล

วิวัฒนาการการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย ( พ.ศ. 2475 – ปัจจุบัน  )
         
ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย นับตั้งแต่วันที่  24  มิถุนายน  พ.ศ.  2475  จนถึงปัจจุบัน  นับเป็นเวลา  70  ปี  แต่ความเป็นประชาธิปไตยในลักษณะการปกครองทั้งที่เป็นอุดมการณ์วิถีปฏิบัติ  ตลอดจนรูปแบบการปกครองยังไม่มั่นคงเท่าที่ควร  มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน

          ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญรวม  17 ฉบับ  ทั้งนี้เนื่องจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยประสบกับปัญหาต่าง ๆ ทางสังคม   เศรษฐกิจ การเมือง  และอื่น ๆ หลายประการ  ทำให้การปฏิบัติการในวิถีประชาธิปไตยไม่เป็นไปตามปณิธานที่ตั้งไว้  มีเหตุการณ์อันสำคัญเกิดขึ้นเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการเสมอมา  อาทิเช่น  การปฏิวัติ  รัฐประหาร  ยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญ  ยุบรัฐสภา  ฯลฯ   ดังจะได้นำความเป็นมาขององค์ประกอบที่สำคัญของประชาธิปไตย  รูปของรัฐสภา  รัฐบาล  ตลอดจนอุปสรรคปัญหาที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อให้เห็นการวิวัฒนาการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยประจักษ์ชัดขึ้น


[Close Window]

calculator_back_1.gif

แบบทดสอบประจำหน่วยที่ ๑

Best view in Browser Netscape or Internet Explorer 800*600: MS Sans Serif
Contacts : คณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
Designed By Narathip   Surin