บทที่ 3

ประชากรมนุษย์

 

                มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมบนโลกนี้ เราจะพบว่าในแต่ละภูมิภาคของโลกการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสภาพแวดล้อมมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย และสาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ การกระทำของมนุษย์   ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วในเรื่องประชากรมนุษย์นั้นมีประเด็นสำคัญอยู่ 2  ประการ คือ  การเปลี่ยนแปลงจำนวนของประชากรมนุษย์ กับ อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม  สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านบวกและลบ  การทำความเข้าใจถึงปรากฏการณ์ทางประชากรมนุษย์จึงเป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของการเข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นอยู่

 

การเปลี่ยนแปลงประชากรมนุษย์

                                       

การเพิ่มจำนวนของมนุษย์เป็นที่น่าสังเกตว่าในอดีตก่อนปี พ.ศ.2493  มีอัตราการเพิ่มต่ำมาก  และเป็นเช่นนั้นมาเป็นเวลานาน  แต่หลังจากปี พ.ศ. 2493      อัตราการเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วดังภาพที่ 3-1    ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ปี พ.ศ.1700 เป็นต้นมามนุษย์ได้เริ่มก้าวเข้าสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์และได้เพิ่มความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อยมา   ความรู้เบื้องต้นทางวิทยาศาสตร์เหล่านั้นเป็นรากฐานสำคัญในการค้นคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ตามมาอย่างมากเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และความอยู่รอดของมนุษย์  โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางการสาธารณสุขและการแพทย์  ส่งผลให้โอกาสรอดชีวิตของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เริ่มต้นครั้งแรกในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา  ต่อมาความรู้เหล่านี้กระจายออกไปสู่สังคมอื่น ๆ ทั่วโลก  เป็นเหตุให้อัตราการตายลดลงและอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้น  ทำให้ประชากรมนุษย์เพิ่มอยู่ในอัตราสูง  ดังตาราง 3-1 และ ภาพ 3-1  โดยเฉพาะจะเพิ่มอย่างรวดเร็วมากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา  เราจะเรียกช่วงนั้นว่าระยะประชากรระเบิด  (Population Boom หรือ Baby Boom)   การเพิ่มประชากรเหล่านี้เป็นแรงพลักดันให้มนุษย์ต้องค้นหา

 

ตารางที่  3-1 การคาดคะเนการเพิ่มจำนวนประชากรโลกปี พ.ศ.2513 – 2563

 

ปี พ.ศ.

2513

2518

2523

2528

2533

2538

2543

2548

2553

2558

2563

จำนวน (ล้าน)

3,964

4,261

4,580

4,924

5,292

5,689

6,115

6,573

7,065

7,595

8,164

ที่มา :  [ออน-ไลน์ :  http://www.itdg.org/?id=publicgood_king]

               

   
  กล่องข้อความ:

        ภาพที่ 3-1 การคาดคะเนการเพิ่มจำนวนประชากรมนุษย์ระหว่าง พ.ศ.2293 – 2693

                                 ที่มา :  [ออน-ไลน์ :  http://www.itdg.org/?id=publicgood_king]

 

ทรัพยากรรอบด้านเพิ่มนำมาตอบสนองความต้องการใช้ในชีวิตประจำวัน     ดังนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่นำมาซึ่งปัจจัยสี่  เช่น มีความต้องการพื้นที่ในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น  ต้องการทรัพยากรน้ำเพิ่มขึ้น   ต้องการสัตว์และพืชมากขึ้น  เป็นต้น  กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้อย่างรุนแรงตามมา  การลดลงของพื้นที่ป่าไม้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าลดลง  เกิดการลดจำนวนหรือสูญพันธุ์ไปได้   การสูญพันธุ์ของพืชธรรมชาติ  การชะล้างพังทะลายของดินในพื้นที่ลาดชัน   การแปรปรวนของลมฟ้าอากาศ  ให้เห็นอยู่ทั่วไปขณะนี้

                เป็นที่น่าสังเกตว่าการเพิ่มประชากรนั้นระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (More Developed Countries) กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Less Developed Countries) แตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ

               1. ประเทศที่พัฒนาแล้วอัตราการเพิ่มประชากรมีอัตราเพิ่มค่อนข้างต่ำ  

      เมื่อเข้าสู่ปี พ.ศ. 2543  มีแนวโน้มว่าอัตราการเพิ่มจะเป็นลบ    และเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบ ยุโรป เช่น เยอรมันนี  เดนมาร์ก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เป็นต้น  ทั้งนี้เพราะประเทศเหล่านี้มีมาตรฐานของชีวิตค่อนข้างสูง  มีการศึกษาดี  เข้าใจภาวะของครอบครัวและสังคม   มีฐานะทางเศรษฐกิจดีรายได้สูง  และอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมาก  ดังนั้นในรอบวันชีวิตจะมีกิจกรรมหลากหลายรัดตัว  การจะมีลูกแต่ละครั้งจะต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบถึงความรับผิดชอบในการเลี้ยงดู  การให้การศึกษา  การอบรม  และการวางอนาคตของเยาวชน  อีกประการหนึ่งภาวะสังคมของประเทศพัฒนาแล้วนั้นประชากรชายหรือหญิงต่างก็มีอาชีพของตนเอง ผู้หญิงไม่ได้มีภาวะต้องพึ่งพาสามีเป็นผู้เลี้ยงดูอีกต่อไป สามารถยังชีพด้วยตนเองได้  ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องขวนขวายหาคู่ครองเพื่อให้เลี้ยงดูตน การแต่งงานจึงลดน้อยลงไป คนโสดมีมากขึ้น  สิ่งเหล่านี้ทำให้แนวโน้มว่าในอนาคตประชากรจะลดลงเรื่อย ๆ  ดังตารางที่ 3-2  ซึ่งคาดคะเนอนาคตของประชากรในประเทศที่มีจำนวนประชากรสูง 20 อันดับแรกของโลก    จะเห็นว่าในปี

 

     ตารางที่ 3-2   จำนวนประชากรปี พ.ศ.2546 กับ ปี พ.ศ. 2593

   
 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


           ที่มา :  [ออน-ไลน์ : http://www.agen.ufl.edu/~chyn/age2062/lect/lect_29/wwt1_1.gif ]

 

พ.ศ. 2593 ประเทศพัฒนาแล้วที่ติดอันดับอยู่ 3 ประเทศในปี พ.ศ.2546 คือ ญี่ปุ่นมีประชากรอยู่ 126 ล้าน  ลดลงเหลือ 110 ล้าน ในปี พ.ศ. 2593   ส่วนประเทศเยอรมันนีมีประชากร 82 ล้านคนและประเทศฝรั่งเศสมีประชากร 60 ล้านคน เมื่อถึงปี พ.ศ. 2593 ไม่ปรากฏในตาราง นั่นคือ 2 ประเทศนี้มีประชากรไม่ถึง  89  ล้านคนนั่นเอง

ภาวะเช่นนี้กลับสร้างปัญหาให้กับประเทศเหล่านี้ตามมา  คือ  ขาดแคลนแรงงาน   ค่าแรงราคาแพง  ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง  เสียเปรียบการแข่งขันในตลาดโลก และทำให้มีแรงงานต่างชาติอพยพเข้ามา  เกิดภาวะความขัดแย้งทางสังคมตามมาได้

2. ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเพิ่มประชาสูงอย่างต่อเนื่อง    

                     ในประเทศกำลังพัฒนากลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามคือเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  โดยเฉพาะช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493  เป็นต้นมามีอัตราการเพิ่มที่น่าตกใจ  แต่ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 เป็นต้นมาอัตราการเพิ่มเริ่มลดลงในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก  เอเชีย และ ลาตินอเมริกา  ยกเว้นทวีปอฟริกา  โดยอัตราการขยายตัวของประชากรโลกโดยเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.31% กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราการเกิดเพียง 0.31% ขณะที่แอฟริกาอัตราการเกิดมีอัตราเพิ่มลดลง แต่ยังถือว่าสูง ถึง 2.31%  (อนุสรณ์ ธรรมใจ, 2547.) และจะเห็นได้ชัดเจนจากตาราง 3-2  ที่ประเทศจากทวีปแอฟริกาดังกล่าวติดเข้าไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีประชากรมาก 20 อันดับแรกจำนวนมากถึง  6  ประเทศ  คือ ไนจีเรีย  คองโก  เอธิโอเปีย  อียิปต์  ซูดาน  ยูกานดา   ประเทศเหล่านี้ถ้าพิจารณาถึงศักยภาพการเลี้ยงดูประชากรแล้วจะพบว่ามีปัญหาค่อนข้างสูง   เป็นประเทศขนาดเล็ก  มีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัน   และยังมีปัญหาทางด้านศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์อีกด้วย   นอกจากนี้มีบางประเทศของเอเชียก็มีอัตราการเพิ่มสูงมากด้วย เช่น  ปากีสถาน  บังคลาเทศ  อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม  

กล่องข้อความ: อัตราการเพิ่มประชากร (population growth)   
  =   อัตราการเกิด – อัตราการตาย
       + การย้ายเข้า - การย้ายออก
การเปลี่ยนแปลงของประชากรมนุษย์ในลักษณะของการเพิ่มจำนวนอย่างมากนี้เป็นแรงผลักให้ต้องแสวงหาพื้นที่ทำกินมากขึ้น  อีกทั้งประเทศเหล่านี้มีความก้าวหน้าในทางเทคโนโลยีค่อนข้างต่ำ  ขาดศักยภาพในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อเป็นแหล่งที่มาของรายได้ในการเลี้ยงดูประชากรโดยรวม  ดังนั้นรายได้จึงได้มาจากการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก  ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงดังได้กล่าวมาแล้ว

จากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงประชากรดังกล่าวถ้าพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น  จะพบว่าส่งผลต่อโครงสร้างของประชากรที่สำคัญ คือ สัดส่วนระหว่างวัยทำงาน (19-60 ปี)  กับวัยที่อยู่ภาวะพึ่งพิง (วัยเด็ก (0-19 ปี) และวัยชรา(มากกว่า 60 ปี)   ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะประสบปัญหากับประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้น  เพราะความก้าวหน้าทางการสาธารณสุข  ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโภชนาการ  การออกกำลังกายที่ถูกต้องล้วนส่งให้คนในประเทศพัฒนาแล้วมีอายุยืนยาวมากขึ้นตลอดเวลา   ในขณะที่อัตราการเกิดของทารกลดลง   แต่ในประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้เป็นไปเช่นนี้วัยที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงเป็นวัยเด็ก ซึ่งเนื่องมาจากอัตราการเกิดสูงนั่นเอง    ลักษณะของโครงสร้างประชากรจะมองเห็นได้ชัดเจนจากปิรามิดประชากร ดังภาพที่ 3-3

   
 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


              ภาพที่ 3-3  ปิรามิดประชากร (Pyramid population)

                         ที่มา :  [ออน-ไลน์ :  http://fig.cox.miami.edu/~cmallery/150/handouts/c52x22pyramid.jpg ]

 

                จากภาพที่ 3-3  จะเห็นว่าปิรามิดประชากรของประเทศเคนยาซึ่งมีอัตราการเพิ่มประชากรสูง (Rapid Growth) จะมีฐานกว้างเพราะมีประชากรวัยต่ำกว่า  19  ปีเป็นจำนวนมากเกือบครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศและประชากรวัยชรามีไม่มากนัก ในขณะที่ปิรามิดประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอัตราการเพิ่มประชากรเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ (Slow Growth) จะมีฐานค่อย ๆ แคบเข้า   ในขณะที่ประเทศอิตาลีซึ่งมีอัตราการเพิ่มประชากรเป็นลบ  (Nagative growth) จะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับประเทศเคนยามาก คือ ฐานของปิรามิดแคบเพราะมีอัตราการเกิดของต่ำมากกว่าอัตราการตาย  และ  ประชากรในวัยสูงอายุมีจำนวนมากใกล้เคียงกับวัยเด็ก  ปรากฏการณ์เช่นนี้สร้างภาระให้กับสังคมของประเทศเหล่านั้นทั้งสิ้น  ประเทศที่อัตราการเพิ่มสูงจะมีภาระในการเลี้ยงดูประชากรก่อนวัยทำงาน  ในขณะที่ประเทศที่มีอัตราการเพิ่มประชากรลดลงจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต และ มีภาระเลี้ยงดูคนวัยชรามากขึ้นอีกด้วย  ดังนั้นการฉายภาพประชากรในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญในการวางแผนกำลังคนเพื่อการพัฒนาสังคมของประเทศนั้น

ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนประชาลดลง  แต่กลับมีประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะมีอายุยืนยาวขึ้น ดังภาพที่ 3-4   ทำให้สัดส่วนประชากรวัยทำงานกับวัยพึ่งพิงขาดความสมดุลกัน   ประชากรวัยทำงานต้องทำการผลิตเพิ่มมากขึ้นเพื่อนำส่วนเกินไปเลี้ยงดูประชากรที่พึ่งพาอาศัย  จากสัดส่วน 3.6 ต่อ 1 ในปี ค.ศ.1995  เป็น 1.9 ต่อ 1 ในปี ค.ศ.2025 และคาดว่าจะเป็น  1.4 ต่อ 1 ในปี ค.ศ. 2050  หรืออีกประมาณ  50 ปีข้างหน้า

 

 

   
 

Change in the Demographic Pyramid

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


     ภาพที่ 3-4  ปิรามิดประชากรประเทศญี่ปุ่นปี ค.ศ.1995   2025 และ ค.ศ.2050

        ที่มา :  [ออน-ไลน์ : http://www.mof.go.jp/english/budget/pamphlet/cjfc_l.htm]

 

 

การกระจายตัวของทรัพยากรมนุษย์

กล่องข้อความ:                  การกระจายของประชากรก็เป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งเพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  

กล่องข้อความ:  ภาพที่ 3-5  การกระจายตัวของประชากรโลก  (Population distribution)
                 ที่มา :  [ออน-ไลน์ : http://www.populationaction.org/resources/
                                       publications/naturesplace/np_centermap.shtml] 

ประชากรบางบริเวณอาศัยอยู่หนาแน่นบางบริเวณก็เบาบาง  ทั้งนี้ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการดำรงชีวิตยากง่ายอย่างไรนั่นเอง  จะพบว่าบริเวณที่ประชากรหนาแน่นมักเป็นแหล่งที่มีความมั่นคงทางอาหาร เช่น พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ   พื้นที่ผุพังของหินซากภูเขาไฟเก่า  พื้นที่ริมฝั่งทะเลและอากาศไม่หนาวเกินไป  เป็นต้น  โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นโลกเก่าซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานมานานจะหนาแน่นมากเป็นพิเศษ  เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำของประเทศจีน  อินเดียและยุโรป    ในปัจจุบันทำเลที่ตั้งที่อยู่ในตำแหน่งที่ควบคุมเส้นทางขนส่งและความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งให้ประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่หนาแน่น   ส่วนบริเวณที่ประชากรเบาบางเป็นพื้นที่ที่หาอาหารได้ค่อนข้างลำบาก เช่น พื้นที่ทะเลทราย  ทุ่งหญ้า ที่สูงหรือหนาวจัด    ดังภาพ 3-5

                นอกจากการกระจายตัวของประชากรในลักษณะความหนาแน่นแล้ว  อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ ความเป็นเมืองและชนบท  กิจกรรมของประชากรที่เป็นสมาชิกของเมืองและชนบทนั้นมีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน  กล่าว คือ คนเมืองมีการตั้งถิ่นฐานหนาแน่น  กิจกรรมส่วนใหญ่มีการแข่งขันสูง เร่งรีบ รายได้และรายจ่ายสูง  ต้องอาศัยทรัพยากรอาหารจากชนบท  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นกับบทบาทและหน้าที่  อาชีพผูกพันกับการบริการและอุตสาหกรรม  บริโภคพลังงานสูง ส่วนชนบทจะตรงกันข้าม คือ ตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายไม่หนาแน่น  มีวิถีชีวิตไม่เร่งรีบ  อยู่อย่างเรียบง่าย  สามารถพึ่งพาตนเองทางการอาหารได้  ปฏิสัมพันธ์แบบเครือญาติ  บริโภคพลังงานค่อนข้างต่ำ อาชีพจะผูกพันกับการเกษตรกรรมเป็นสำคัญ จะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาพที่องค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกาถ่ายภาพโลกเอาไว้ โดยมองเห็นการใช้พลังงานกับความเป็นเมือง (Urbanization)  ได้อย่างชัดเจน ดังภาพที่ 3-6

   
 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 ภาพที่ 3-6  ความเป็นเมืองกับการใช้พลังงาน

                       ที่มา :  [ออน-ไลน์ : http://marine.geol.sc.edu/BIOL/Courses/BIOL301/Wethey/Outline09.html]

 

                จากการเพิ่มประชากรและการกระจายตัวของประชากรเป็นผลโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม  การเพิ่มประชากรเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าคนเหล่านั้นต้องการปัจจัยสี่เป็นเบื้องต้นเพื่อการดำรงชีพ  ดังนั้นการเพิ่มจำนวนย่อมต้องการทรัพยากรมาใช้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนจากประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย  ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วแตกต่างกันออกไป  ประเทศเหล่านั้นมีจำนวนประชากรไม่มากนัก และอัตราการเพิ่มประชากรก็อยู่ในอัตราต่ำ  แต่มีมาตรฐานการครองชีพสูงมาก  ดังนั้นย่อมมีอัตราการใช้ทรัพยากรมากตามระดับการพัฒนา  ตัวอย่างเช่นพลังงาน  จากภาพ 3.5  จะเห็นได้ชัดว่าทวีปยุโรป  สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นใช้พลังงานมากกว่าทวีปอื่นใดในโลก มองเห็นแสงสว่างได้ชัดเจน  ทั้งที่รวมกันแล้วมีประชากรประมาณ 1,000 ล้านคน หรือ 1 ใน 6 ของประชากรโลกเท่านั้น

 

การควบคุมประชากรมนุษย์

                การควบคุมประชากรมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อลดอัตราการเพิ่มประชากรในประเทศกำลังพัฒนาและควบคุมประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้ว  เพิ่มสร้างความสมดุลของประชากรในพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก  มิฉะนั้นการเคลื่อนย้ายประชากรจะเกิดขึ้นสูงมาก และสร้างปัญหาความขัดแย้งทางสังคมตามมาภายหลัง  อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อการต่อการวางแผนประเทศในอนาคต   การควบคุมประชากรมนุษย์นั้นกระทำได้หลายวิธี   แต่มีแนวการกระทำโดยกว้าง ๆ แบ่งได้  2  รูปแบบ คือ

1.       การกระทำกับประชากรโดยตรง  เป็นการจัดการกับประชากรโดยตรงให้มีอัตราการเกิดและการตายอยู่ในภาวะพึงประสงค์ตามเป้าหมายที่วางไว้  เช่น  การวางแผนครอบครัว  การให้การศึกษา  การให้คำแนะนำ  การบริการสาธารณสุข  เป็นต้น

2.       การกระทำโดยอ้อม  เป็นการจัดการให้ภาวะรอบด้านเป็นปัจจัยผลักหรือปัจจัยดึงดูดให้ประชากรมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นอยู่ไปสู่ทิศทางที่ได้เป้าหมายไว้  เช่น การพัฒนาความเป็นเมือง  การให้การศึกษา  แนวทางการพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ  นโยบายทางการเมือง  การเปิดประเทศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะแรงกดดันให้ประชากรในสังคมนั้น ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนไปจากเดิม  อาจจูงใจให้มีบุตรเพิ่มขึ้น หรือ ลดลงได้แล้วแต่สถานการณ์    

ดังนั้นการควบคุมประชากรเป็นสิ่งที่ผู้จัดการประเทศหรือสังคมหนึ่ง ๆ ต้องวางวัตถุประสงค์ หรือทิศทางของสังคมนั้นไว้อย่างชัดเจนแล้วเลือกแนวทางในการไปสู่เป้าหมายนั้น ๆ ตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละสังคม

 

ประชากรกับปัญหาการเจริญเติบโตของความเป็นเมือง

                การเพิ่มประชากรและความแตกต่างในการดำรงชีวิตระหว่างเมืองกับชนบท  เป็นแรงผลักสำคัญให้เกิดการโยกย้ายจากชนบทเข้าสู่เมือง ถ้าควบคุมไม่ดีจะทำให้บางเมืองโตเร็วเกินไป เป็นลักษณะเมืองโตเดี่ยวการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับไม่ทันการณ์  ก่อเกิดปัญหาเมืองตามมาอย่างมาก เช่น  ระบบการขนส่งมวลชน จราจรติดขัด  มลภาวะทางอากาศ  มลภาวะทางเสียง แหล่งสลัม ความปลอดภัยในชีวิต  เป็นต้น ดังนั้นการวางแผนให้เมืองใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทุกส่วนของประเทศป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้แต่ละเมืองมีขนาดใกล้เคียงกัน   ลดปัญหาที่ติดอยู่กับความเป็นเมืองลดลงได้

 

ประชากรโลกกำลังจะลดลง

คำพยากรณ์ เรื่องประชากรล้นโลกของศตวรรษที่ผ่านมาเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะจะทำให้ขาดแคลนอาหาร เกิดการแก่งแย่งที่ทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติจะร่อยหรอ และสิ่งแวดล้อมจะเลวลงเป็นอันมาก  อย่างไรก็ตาม คำพยากรณ์ล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องประชากรชี้ไปในทางเดียวกันว่า ประชากรของโลกมีทางโน้มจะลดลง

ปัจจัยสำคัญที่นักวิชาการใช้ในการพยากรณ์จำนวนประชากรก็คือ อัตราเจริญพันธุ์ หรือ FERTILITY RATES หรือจำนวนทารกแรกเกิดโดยเฉลี่ยต่อหญิงหนึ่งคนตลอดชีวิต เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า ยุโรปตะวันตก ประสบกับภาวะที่ FERTILITY RATES ลดลงเป็นลำดับ แต่ปัจจุบันสภาวการณ์เดียวกันเริ่มเกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก เอเชีย และอเมริกาใต้   ยิ่งไปกว่านั้น ในประเทศที่มีประชากรสูง เช่น อินเดีย อินโดเนเซีย บราซิล เม็กซิโก และอิหร่าน ก็พบว่า FERTILITY RATES ลดลงอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยพยากรณ์ไว้

โลกในขณะนี้กำลังเผชิญกับการปฏิวัติของการเจริญพันธุ์ เมื่อ 3 ปีที่แล้วสหประชาชาติพยากรณ์ว่า ในกลางศตวรรษนี้ หรือประมาณเกือบ 50 ปีจากนี้ อัตราการเจริญพันธุ์ของประเทศสำคัญในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เฉลี่ยของหญิงหนึ่งคนคือ 2.1 ซึ่งเป็นอัตราที่ทำให้สามารถทดแทนอัตราการตายของประชากรโลกพอดี ซึ่งหมายความว่า จะทำให้ประชากรโลกคงที่พอดี แต่เมื่อปีที่แล้ว ด้วยข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น คำพยากรณ์ใหม่ก็คือ 1.85  ด้วยตัวเลข 1.85 ก็จะทำให้ประชาโลกเพิ่มขึ้นจาก 6 พันล้านคนในปัจจุบันเป็น 9 พันล้านคนในกลางศตวรรษนี้ และ (เมื่อสิบปีที่แล้วค่าพยากรณ์ก็คือ 12 พันล้านคน) นับจากนี้ไปประชากรโลกก็อาจลดลง 

  INSTITUTE FOR APPLIED SYSTEMS ANALYSIS  ได้ทำการวิจัย และพบว่า ในช่วง 25 ปีหลังของศตวรรษนี้ หรืออีกประมาณ 70 ปีจากนี้ ประชากรโลก จะลดลงเกือบ 500 ล้านคน

การลดลงครั้งใหญ่ของ FERTILITY RATERS เชื่อกันว่าเป็นผลพวงจากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้

() ผู้หญิงมีการศึกษาดีขึ้นโดยเฉลี่ยทั่วโลก ทำให้เกิดโอกาสในการทำงานมากขึ้น และมีความเป็นอิสระทางการเงินสูง

() การมีข้อมูลข่าวสาร และอุปกรณ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น

() การเป็นเมืองเพิ่มขึ้น ทำให้ยากต่อการมีลูกมากกว่า 1-2 คน เนื่องจากภาระด้านที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่าย

ปรากฎการณ์ทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นในยุโรป เช่น โอกาสในการทำงานเพราะมีการศึกษาสูงขึ้น ทำให้ชะลอและลดจำนวนการตั้งครรภ์ อีกทั้งมีรายได้ไม่ต้องพึ่งชาย การอยู่อาศัยในเขตเมืองมากขึ้น ทำให้ต้นทุนของการมีลูกสูงขึ้น ตลอดจนคุณภาพสาธารณสุขที่ดีขึ้น ทำให้ความจำเป็นต้องมีลูกมากๆ เผื่อตายลดน้อยลง และในความเป็นเมืองแรงงานจากครอบครัวมีความสำคัญน้อยลง  บัดนี้เงื่อนไขเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของโลก จะเห็นได้ชัดจากสถิติอัตราเจริญพันธุ์ของบางประเทศเปรียบเทียบระหว่างต้นทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 2000  ได้แก่ จีนเมื่อต้นทศวรรษ 1980 คือ 2.6 และเมื่อต้นทศวรรษ 2000 คือ 1.8 ไทย 3.05 เป็น 2  บราซิลจาก 3.6 เป็น 2   อินโดนีเซียจาก 4.05 เป็น 2.1  อินเดียจาก 4.2 เป็น 3  เม็กซิโกจาก 4.05 เป็น 2.5 ตูนิเชียจาก 4.6 เป็น 2.05  รัสเซียจาก 2 เป็น 1.05

สำหรับแอฟริกาบางประเทศ โรคเอดส์ได้ส่งผลผลกระทบต่อจำนวนประชากรทั้งทวีป อัตราเจริญพันธุ์ได้ลดลงอย่างมาก   มีลูกน้อยลงเพราะไม่อยากให้เป็นลูกกำพร้า

คนญี่ปุ่น ซึ่งมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุดในโลก เมื่อมีอัตราการเกิดต่ำ จำนวนประชากรก็เริ่มลดลงในปี 2006 เป็นต้นไปและในไม่ช้าก็อาจจะไม่มีคนในวัยทำงานเพียงพอที่จะผลิตอาหารเลี้ยงคนสูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นซึ่งมีสภาพเหมือนประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ คือประชากรในวัยสูงอายุเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องหาหนทางที่จะเพิ่มผลิตภาพในการผลิต (Productivity)  นั่นคือคนหนุ่มสาวหนึ่งคนต้องมีความสามารถในการผลิตสูงขึ้น

 

ประเทศไทยกับการเพิ่มประชากรคงที่

จำนวนประชากรมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศ นับตั้งแต่ปริมาณอาหารที่บริโภค แรงงานในระบบเศรษฐกิจ การอยู่อาศัย การกำจัดของเสีย การทำลายสิ่งแวดล้อม กำลังป้องกันประเทศ เป็นต้น ดังนั้นการพยากรณ์จำนวนประชากรในอนาคตจึงเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมีนัยหลายประการ

สถาบันวิจัยประชากรและสังคมของมหาวิทยาลัยมหิดลได้ฉายภาพ (2546)   ให้เห็นว่าในลอง 20 ปีข้างหน้า ใน พ..2566 คาดว่า จะมีประชากรไทยรวม 69.9 ล้าน โดยมีส่วนประกอบของคนมีอายุน้อยกว่า 15 ปี ร้อยละ 17.8 (12.5 ล้านคน) ช่วงอายุ 15-59 ปี ร้อยละ 62.5 (43.7ล้านคน) ช่วงอายุ 60-79 ปีร้อยละ 17.2 (12.0 ล้านคน)

อายุ 80 ปีขึ้นไปร้อยละ 2.5 (1.8 ล้านคน)  จะเห็นชัดเจนว่า สังคมไทยใน 20 ปีจากนี้ไป จะเป็นสังคมของผู้สูงอายุโดยแท้ จะมีคนแก่มากกว่าเด็ก กล่าวคือ อายุต่ำกว่า 15 ปีมีอยู่ 12.5 ล้านคน หรือร้อยละ 17.8 ในขณะที่ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีจำนวน 13.8 ล้านคน หรือร้อยละ 19.7  คนที่เป็นหลักทำมาหากินของสังคม คือผู้ที่อยู่ในวัย 15-59 ปี จะมีจำนวน 43.7 ล้านคน ซึ่งต้องทำงานหนัก เพราะเลี้ยงดูคนจำนวน 26.3 ล้านคน (12.5+13.8) หรือในสัดส่วน 1.66 คนหนุ่มสาว เลี้ยงดูเด็กและคนแก่ 1 คน  ตัวเลขคนสูงอายุนี้น่าสนใจมาก เมื่อพิจารณาจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในปี 2546 ซึ่งมีอยู่ 6.6 ล้านคน ดังนั้น จึงเท่ากับใน 20 ปีข้างหน้า จะมีผู้สูงอายุในวัยเกิน 60 ปีเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว (2566 มีจำนวน 13.8 ล้านคน)

50 ปีข้างหน้าประชากรไทยจะมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นเป็นผู้หญิง 80 ปี (ปัจจุบัน 74.9 ปี) ผู้ชาย 75 ปี (ปัจจุบัน 69.9)  สำหรับผู้สูงอายุตอนปลายคือ อายุ 80 ปีขึ้นไปนั้นจำนวนจะเพิ่มจากไม่ถึง 7 แสนคนในปัจจุบัน เป็น 1.8 ล้านคนในปี 2566 ซึ่งเท่ากับเพิ่มเกือบ 3 เท่าตัวใน 20 ปี  เมื่อมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ก็จะมีจำนวนคนตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีประชากรสูงอายุที่ถึงวัยจะต้องจากไปเพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบัน มีคนตายปีละประมาณ 3 แสนกว่าเกือบๆ 4 แสนคน แต่ในปี 2566 จะมีคนตายปีละประมาณ 7 แสนคน แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนเด็กเกิดก็จะลดน้อยลง เนื่องจากหญิงไทยโดยเฉลี่ยแต่ละคนมีลูกน้อยลง ในปัจจุบันเฉลี่ยมีคนละ 1.8 คน แต่ในปี 2566 จะมีคนละเพียง 1.5 คนเท่านั้น  ปัจจุบันเด็กเกิดในแต่ละปี มีจำนวนประมาณ 8 แสนกว่าคน แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้า อัตราเด็กเกิดในแต่ละปีจะลดลงเหลือเพียง 7 แสนกว่าคน ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขจำนวนคนตายปีละประมาณ 7 แสนกว่าคนในเวลาเดียวกัน หมายความว่าในเวลา 20 ปีจากนี้ไป ประชากรไทยจะมีจำนวนคงที่อยู่ที่ 70 ล้านคน เพราะอัตราการเกิดและอัตราการตายเท่ากัน จำนวนประชากร 70  ล้านคงที่เช่นนี้  เรียกว่า “STEADY STATE” 

เมื่อการเพิ่มประชากรคงที่จะเป็นผลดีอย่างมากในการวางแผนพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการเศรษฐกิจ  การสาธารณสุข  การศึกษา  สังคม  การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เพราะจำนวนคงที่จะสามารถคาดคะเนความต้องการด้านต่าง ๆ ได้ค่อนข้างถูกต้องแม่นยำขึ้น   ดังนั้นรัฐจึงสามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้ถูกต้องตรงความจริงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เบียดบังทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างปัจจุบันจะลดลงไปและเน้นไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนของระบบธรรมชาติมากขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงประชากรเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เพราะประชากรมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมบนโลกนี้  จำนวนประชากรและพฤติกรรมการบริโภคของประชากรส่งผลโดยตรงต่อการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เพื่อการผลิตตอบสนองความต้องการของมนุษย์  ซึ่งมีกระบวนการต่าง ๆ มากมายตั้งแต่การสำรวจ  การขุดค้น  การเตรียการผลิต  การผลิต การแจกจ่ายและการบริโภค   ทุกขั้นตอนของกระบวนการเหล่านี้ล้วนแต่ทิ้งสิ่งของเหลือใช้ (waste) ลงสู่สิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น

 

กลับหน้าแรก